หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: พระปาฏิโมกข์แปลไทย...วัดสามแยก  (อ่าน 14402 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694



 
            
ก่อนจะประชุมกันฟังพระวินัย   พึงทำกิจเบื้องต้น   9   ประการ   คือ
     
1.   กวาดสถานที่ประชุมฟังพระวินัย
2.   ให้แสงสว่างในที่ประชุมฟังพระวินัย     
3.   จัดที่นั่ง
4.   จัดตั้งน้ำฉันน้ำใช้
5.   นำความยินยอมของภิกษุผู้ควรแก่การยินยอมมา
6.   นำความบริสุทธิ์ของภิกษุผู้ป่วยมา
7.   บอกฤดู
8.   นับภิกษุ
9.   สอนพวกภิกษุหญิง
     
ในกิจเบื้องต้น   9   ประการนั้น  ( กิจที่ต้องให้แสงสว่างไม่มี   เพราะเป็นเวลากลางวัน )   
เป็นอันว่ากิจ  4   ข้อเบื้องต้นอันคนเฝ้าอารามและ..........และภิกษุทั้งหลายผู้รู้หน้าที่ของพวกภิกษุ
ทำสำเร็จแล้ว   ส่วนการนำความยินยอมและนำความบริสุทธิ์ไม่มี   เพราะภิกษุทั้งหลายผู้นั่งนอกที่ประชุมนี้ไม่มี
     
การบอกฤดูว่าผ่านมาเท่านี้   เหลืออีกเท่านี้   ชื่อว่าบอกฤดู   ก็ในศาสนานี้มี   3   ฤดู   
ด้วยอำนาจแห่งฤดูหนาว   ฤดูร้อน   ฤดูฝน   ก็ฤดูนี้เป็นฤดู ................. ในฤดู................... นี้
มี   8   วันประชุม   วันประชุมวันหนึ่งคือวันนี้   ผ่านมาแล้ว ........... วันประชุม   
ยังเหลืออีก....... วันประชุม   ท่านทั้งหลายพึงจำการบอกฤดูอย่างนี้   ด้วยประการฉะนี้

                                   
( รับว่า   อย่างนั้น   ครับท่าน )
                           
               
การนับภิกษุว่าภิกษุมีเท่านี้รูปชื่อว่านับภิกษุ   ก็ภิกษุในที่ประชุมนี้มี..................รูป           
ท่่านทั้งหลายพึงจำการนับภิกษุอย่างนี้   ด้วยประการฉะนี้

                                       
( รับว่า   อย่างนั้น    ครับท่าน )                   
                                         
                         
ก็การสอนภิกษุหญิงไม่มี   เพราะพวกภิกษุหญิงในเวลานี้ไม่มีเพราะกิจเบื้องต้น
ซึ่งมีโอกาสจะทำได้ทำแล้ว  เพราะให้กิจเบื้องต้นซึ่งหมดโอกาสจะทำสำเร็จไปเรียบร้อยแล้วตามปกติ 
ด้วยประการฉะนี้
             
กิจเบื้องต้น   9   ประการนั้นจึงเป็นอันสำเร็จเรียบร้อยแล้วด้วยประการอย่างนี้     ก็เมื่อกิจเบื้องต้นสำเร็จแล้ว   
ถ้าวันนั้นเป็นวัน   14   ค่ำหรือ   15   ค่ำหรือวันสามัคคีวันใดวันหนึ่ง   เช่น  วันประชุมวันนี้...........ค่ำ   
ก็ภิกษุทั้งหลายผู้ควรประชุมฟังพระวินัยพอทำสำเร็จได้มีกำหนด   4   รูปหรือเกินกว่านั้นก็ตาม   
เป็นภิกษุปกติ   ไม่ถึงกับขาดจากความเป็นภิกษุ   หรือไม่ถูกหมู่ภิกษุลงโทษ   
อีกทั้งไม่ได้นั่งนอกที่ประชุม   และถ้าเธอไม่มีการละเมิดพระวินัยร่วมกัน  เช่น ฉันอาหารผิดเวลา เป็นต้น     
และถ้าไม่มีบุคคลผู้ไม่สมควรในการเข้าประชุม   ด้วยกันไว้เสียภายนอกที่ประชุม   การประชุมนี้
กำหนดแล้วด้วยลักษณะทั้ง   4   นี้   ชื่อว่ามีความพร้อมแล้วสมควรทำได้ด้วยประการฉะนี้
           
หมู่ภิกษุทราบความพร้อมในการประชุมวันนี้   พึงให้เริ่มประกาศพระวินัย   ณ   บัดนี้

                                           
(  รับว่า   ดีแล้ว   ครับท่าน  )
 

( รอประธานสงฆ์อนุมัติการประกาศพระวินัย )





---------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ผู้สในคลิกที่นี่ เพื่อดาวน์โหลดไฟล์พระปาฏิโมกข์แปลไทย (ฉบับใช้สวดที่วัดสามแยก)



---------------------------------------------------------------------------------------------------------------


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 10 เมษายน , 2011 เวลา 23:39:34 PM โดย พระวัดสามแยก » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694




ขอนอบน้อมแด่พระผู้จำแนกธรรม   อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น    ( 3  จบ )

         
ท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า   วันประชุมวันนี้ ................. ค่ำ   
ถ้าความพร้อมของหมู่ภิกษุถึงที่แล้ว   หมู่ภิกษุพึงทำการประกาศพระวินัย 
           
กิจเบื้องต้นทั้งหลายของหมู่ภิกษุก็ทำสำเร็จแล้ว   ท่านทั้งหลายพึงบอกความบริสุทธิ์   
ข้าพเจ้าจะประกาศซึ่งพระวินัย  พวกเราบรรดาที่มีอยู่ทั้งหมด   จงฟัง   จงใส่ใจ
ซึ่งการประกาศพระวินัยนี้ให้สำเร็จประโยชน์   ผู้ใดหากมีการละเมิด   ผู้นั้นก็พึงเปิดเผยเสีย   
เมื่อการละเมิดไม่มี   ก็พึงนิ่งอยู่   ก็เพราะความเป็นผู้นิ่งนั่นเอง   ข้าพเจ้าจะทราบว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์   
ก็การสวดประกาศให้ได้ยินในที่ประชุมนี้มีกำหนด   3   ครั้ง   เป็นเหมือนถูกถามตอบเฉพาะองค์ๆ   
ก็ภิกษุใดเมื่อสวดประกาศจบครั้งที่   3   ระลึกถึงการละเมิดได้อยู่   
ไม่ยอมเปิดเผยการละเมิดที่มีอยู่   เป็นอันว่าเธอได้โกหกแล้ว 
           
ท่านทั้งหลาย !  การโกหกทั้งๆที่รู้นี้   พระผู้จำแนกธรรมตรัสว่า   เป็นธรรมทำอันตราย   
เพราะฉะนั้นภิกษุล่วงละเมิดแล้ว   ระลึกได้   หวังความบริสุทธิ์   พึงเปิดเผยการละเมิดที่มีอยู่   
เพราะเมื่อเปิดเผยการละเมิดแล้ว   ความสบายย่อมมีแก่เธอ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 24 ตุลาคม , 2007 เวลา 19:26:43 PM โดย พระวัดสามแยก » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694




                         
การละเมิดที่ทำให้ขาดจากความเป็นภิกษุ   4   ข้อ   คือ

1.   ภิกษุใด   ถึงพร้อมด้วยการเข้ามาศึกษาในธรรมเนียมเลี้ยงชีพของภิกษุทั้งหลายแล้ว   ยังไม่ได้         
ลาการศึกษา   ไม่ได้ทำให้แจ้งความเป็นผู้อ่อนกำลัง   ถ้าไปร่วมเพศ   โดยที่สุดแม้กับสัตว์
เดรัจฉาน
  ก็เป็นอันขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว   อยู่ร่วมกับภิกษุไม่ได้

2.   ภิกษุใด   ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้   ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย   
จากบ้านหรือจากป่าก็ตาม  พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว   
ฆ่าเสียบ้าง   คุมขังไว้บ้าง   ไล่หนีเสียบ้าง    ด้วยปรับโทษว่า 
"เจ้าเป็นโจร   เจ้าเป็นคนพาล   เจ้าเป็นคนหลง   เจ้าเป็นคนขโมย "
เพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด   
ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น 
ก็เป็นอันขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว    อยู่ร่วมกับภิกษุไม่ได้
 
3.   ภิกษุใด   จงใจฆ่ามนุษย์ให้ถึงตายหรือแสวงหาเครื่องมือที่จะฆ่ามนุษย์นั้น
หรือบรรยายและชักชวนเกี่ยวกับการตายว่า 
" นี่ !  นายผู้เป็นชาย   มีประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยชีวิตอันชั่วนี้   ท่านตายเสียดีกว่ามีชีวิตอยู่  "   
เธอมีจิตจดจ่อ   อยากให้ตายอย่างนี้   บรรยายและชักชวนเกี่ยวกับการตายโดยหลายรูปแบบ 
ถ้าเขาตาย  ก็เป็นอันขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว     อยู่ร่วมกับภิกษุไม่ได้

4.   ภิกษุใด   ไม่รู้จริง   กล่าวอวดความรู้และความเห็นอันยอดเยี่ยมของมนุษย์   น้อมเข้ามาใส่ตัวเองว่า 
“  ข้าพเจ้ารู้อย่างนั้น   ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้  ”   
ในขณะที่กล่าวจบแล้วนั้น   จะมีใครเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม   
ก็เป็นอันขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว   อยู่ร่วมกับภิกษุไม่ได้
ถึงแม้จะมุ่งความหมดจดคือให้พ้นโทษแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า   
“   นี่ท่าน !   ข้าพเจ้าไม่รู้ได้กล่าวว่ารู้   ข้าพเจ้าไม่เห็นได้กล่าวว่าเห็น   ได้พูดเล่นๆโกหกเปล่าๆ   ”   
เว้นไว้แต่เข้าใจผิดคิดว่าตนรู้อย่างยอดเยี่ยม
   
ท่านทั้งหลาย   การละเมิดที่ทำให้ขาดจากความเป็นภิกษุ   4   ข้อ   เหล่านี้ 
ข้าพเจ้าประกาศไปแล้ว    ภิกษุละเมิดข้อใดข้อหนึ่งไปแล้ว   
ย่อมอยู่ร่วมกับหมู่ภิกษุไม่ได้เหมือนอย่างแต่ก่อน   ขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว

ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในข้อเหล่านั้น          ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สอง                           ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ  ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สาม                           ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?

ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในข้อเหล่านั้น   เหตุนั้นจึงนิ่ง
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้
ี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 10 เมษายน , 2011 เวลา 14:44:55 PM โดย พระวัดสามแยก » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694




ท่านทั้งหลาย   การละเมิดที่หมู่ภิกษุจำต้องลงโทษ   13   ข้อ   คือ
     
1.   ภิกษุใด   ปล่อยน้ำอสุจิเป็นไปด้วยความจงใจ   เว้นไว้แต่ฝัน 
เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ

2.   ภิกษุใด   กำหนัดแล้วมีจิตแปรปรวน   ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับผู้หญิง   จับมือ 
หรือจับช้องผมก็ตาม  ลูบคลำอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งก็ตาม
 
เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ

3.   ภิกษุใด  กำหนัดแล้วมีจิตแปรปรวน   พูดล่วงเกินผู้หญิงด้วยวาจาชั่วหยาบ                 
เหมือนชายหนุ่มพูดกับหญิงสาวด้วยวาจาพาดพิงถึงการร่วมเพศ   

เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ

4.   ภิกษุใด   กำหนัดแล้วมีจิตแปรปรวน   กล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วยการร่วมเพศกับผู้หญิง   
ด้วยถ้อยคำว่า  “ น้องหญิง   หญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์   มีศีล   
มีธรรมอันดีงามเช่นเราด้วยการร่วมเพศ   นั่นเป็นยอดแห่งการบำเรอทั้งหลาย   ”   

เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ
 
5.   ภิกษุใด   เป็นพ่อสื่อ   คือบอกความประสงค์ของชายแก่หญิง  หรือ   
บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ตาม   ในความเป็นเมีย  หรือ  ในความเป็นชู้ก็ตาม   
โดยที่สุดแม้บอกแก่หญิงโสเภณีอันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะ   

เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ    จำต้องลงโทษ
 
6.   ภิกษุใด   จะให้ทำกุฏิ   อันหาเจ้าของไม่ได้   เฉพาะตนเองด้วยอาการขอเอาเอง   
พึงทำให้ได้ประมาณ   นี้เป็นประมาณในอันทำกุฏินั้น   โดยยาว   12   คืบ   
โดยกว้างวัดในร่วมใน  7   คืบ   ด้วยคืบพระสุคต    พึงนำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่   
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นพึงแสดงที่อันไม่มีผู้จองไว้   อันมีชานรอบ   
หากภิกษุให้ทำกุฏิด้วยอาการขอเอาเองในที่มีผู้จองไว้   อันหาชานรอบไม่ได้
โดยไม่นำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่   หรือทำให้ล่วงประมาณนั้นไป
   
เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ  จำต้องลงโทษ

7.   ภิกษุใด   จะให้ทำวิหารใหญ่   อันมีเจ้าของเฉพาะตนเอง   
พึงนำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่   ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นพึงแสดงที่อันไม่มีผู้จองไว้   
อันมีชานรอบ   หากภิกษุให้ทำวิหารใหญ่ในที่มีผู้จองไว้อันหาชานรอบไม่ได้   
โดยไม่นำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่
   เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ

8.   ภิกษุใด   ขัดใจโกรธแค้นตามกำจัดภิกษุ   ด้วยการละเมิดที่ทำให้ขาดจากความเป็นภิกษุ
โดยไม่มีเหตุ  ด้วยหมายว่า  “  ทำอย่างไร  เราจะกำจัดเธอให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์นี้ได้   ”   
ในขณะที่กล่าวจบแล้วนั้นจะมีใครเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแต่เรื่องนั้นเป็นเรื่องหาเหตุไม่ได้   
และภิกษุยืนยันประกอบความโกรธแค้น
    เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ
 
9.   ภิกษุใด   ขัดใจโกรธแค้นถือเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งบางแห่งที่เป็นเรื่องอื่นให้เป็นเพียงข้ออ้าง   
ตามกำจัดภิกษุด้วยการละเมิดที่ทำให้ขาดจากความเป็นภิกษุ     ด้วยหมายว่า
“   ทำอย่างไร   เราจะกำจัดเธอให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์นี้ได้   ”     
ในขณะที่กล่าวจบแล้วนั้นจะมีใครเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแต่เรื่องนั้นเป็นเรื่องอื่น   
เรื่องใดเรื่องหนึ่งบางแห่งเธอถือเอาพอเป็นข้ออ้างและภิกษุยืนยันประกอบความโกรธแค้น   

เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ     

10.   ภิกษุใด   พยายามแล้วพยายามอีกเพื่อทำลายหมู่ภิกษุผู้พร้อมเพรียง   
หรือถือเอาเรื่องอันเป็นเหตุให้แตกกันยืนยันอยู่     ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า 
“ ท่านอย่าได้พยายามแล้วพยายามอีกเพื่อทำลายหมู่ภิกษุผู้พร้อมเพรียง   
หรืออย่าได้ถือเอาเรื่องอันเป็นเหตุให้แตกกันยืนยันอยู่   ขอท่านจงพร้อมเพรียงด้วยหมู่ภิกษุ   
เพราะว่าหมู่ภิกษุผู้พร้อมเพรียงกัน   ปรองดองกัน   ไม่วิวาทกัน   ฟังพระวินัยร่วมกันย่อมอยู่ผาสุก  ”   
และภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้   ยังยืนยันอยู่อย่างนั้น   
ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ   3   ครั้งเพื่อให้สละการกระทำนั้นเสีย   
หากเธอถูกสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ   3   ครั้งอยู่   สละการกระทำนั้นเสีย   สละได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี   
หากเธอไม่สละเสีย 
   เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ 

11.   มีภิกษุ   ประพฤติตามผู้พูดเข้ากันของภิกษุนั้น   1   รูปบ้าง     2   รูปบ้าง     3   รูปบ้าง       
เธอเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า   “   ขอพวกท่านอย่าได้กล่าวคำอะไรๆต่อภิกษุนั่น   ภิกษุนั่นกล่าวถูกธรรมด้วย   
ภิกษุนั่นกล่าวถูกวินัยด้วย   ภิกษุนั่นถือเอาความพอใจและความชอบใจของพวกข้าพเจ้ากล่าวด้วย   
เธอรู้ใจของพวกข้าพเจ้าจึงกล่าว    คำที่เธอกล่าวนั้นย่อมถูกใจแม้แก่พวกข้าพเจ้า ”   
ภิกษุเหล่านั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า   “   ท่านทั้งหลายอย่าได้กล่าวอย่างนั้น   
ภิกษุนั่นกล่าวไม่ถูกธรรม   ภิกษุนั่นกล่าวไม่ถูกวินัยด้วย   ความทำลายหมู่ภิกษุอย่าได้ชอบแม้แก่พวกท่าน   
ขอใจของพวกท่านจงพร้อมเพรียงด้วยหมู่ภิกษุ   เพราะว่าหมู่ภิกษุผู้พร้อมเพรียงกัน   ปรองดองกัน 
ไม่วิวาทกัน  ฟังพระวินัยร่วมกันย่อมอยู่ผาสุก   ” 
และภิกษุเหล่านั้น   อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ยังยืนยันอยู่อย่างนั้น     
ภิกษุเหล่านั้น   อันภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ   3   ครั้ง
เพื่อให้สละการกระทำนั้นเสีย   หากเธอเหล่านั้นถูกสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ   3   ครั้งอยู่   
สละการกระทำนั้นเสีย   สละได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี   หากเธอเหล่านั้นไม่สละเสีย
 
เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ

12.  ภิกษุใด   เป็นผู้มีสันดานแห่งคนว่ายาก   อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ถูกทางธรรม
ในสิกขาบททั้งหลาย   อันเนื่องอยู่ในพระวินัย    ทำตนให้เป็นผู้อันใครๆว่ากล่าวไม่ได้ด้วยกล่าวโต้ว่า     
“ ขอพวกท่านอย่าได้กล่าวคำอะไรๆต่อเรา   เป็นคำดี  หรือ   คำชั่วก็ตาม   
แม้เราก็จะไม่กล่าวคำอะไรๆต่อพวกท่านเหมือนกัน   เป็นคำดี  หรือ   คำชั่วก็ตาม   
ขอพวกท่านจงเว้นจากการว่ากล่าวเราเสีย ”   ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า       
 “ ท่านอย่าได้ทำตนให้เป็นผู้อันใครๆว่ากล่าวไม่ได้   ขอท่านจงทำตนให้เขาว่ากล่าวได้   
แม้ท่านก็จงว่ากล่าวภิกษุทั้งหลายโดยชอบธรรม   แม้ภิกษุทั้งหลายก็จะว่ากล่าวท่านโดยชอบธรรม   
เพราะบริษัทของพระผู้จำแนกธรรมเจริญแล้วด้วยอาการอย่างนี้คือ   ด้วยว่ากล่าวซึ่งกันและกัน   
ด้วยเตือนกันและกันให้ออกจากการละเมิด   ” 
และภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ยังยืนยันอยู่อย่างนั้น   
ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ  3  ครั้งเพื่อให้สละการกระทำนั้นเสีย   
หากเธอถูกสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ   3   ครั้งอยู่   สละการกระทำนั้นเสีย   
สละได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี   หากเธอไม่สละเสีย

เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ    จำต้องลงโทษ
 
13.   ภิกษุใด   เข้าไปอาศัยหมู่บ้าน  หรือ   ตำบลก็ตาม   แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่แล้ว   
เป็นผู้ประจบชาวบ้าน   มีความประพฤติเลวทราม   ความประพฤติเลวทรามของเธอนั้น   เขาได้เห็นอยู่ด้วย   
เขาได้ยินอยู่ด้วย   และชาวบ้านทั้งหลายที่เธอทำให้เสื่อมศรัทธาแล้ว   เขาได้เห็นอยู่ด้วย   
เขาได้ยินอยู่ด้วย   ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า   
“   ท่านเป็นผู้ประจบชาวบ้าน     มีความประพฤติเลวทราม   ความประพฤติเลวทรามของท่านนั้น   
เขาได้เห็นอยู่ด้วย   เขาได้ยินอยู่ด้วย   และชาวบ้านทั้งหลายที่ท่านทำให้เสื่อมศรัทธาแล้ว   
เขาได้เห็นอยู่ด้วย   เขาได้ยินอยู่ด้วย   ท่านจงหลีกไปเสียจากวัดนี้   ท่านอย่าอยู่ในที่นี้อีก   ”       
และภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้   กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า         
“ พวกภิกษุทั้งหลายถึงความพอใจด้วย   ถึงความขัดเคืองด้วย   ถึงความหลงด้วย   ถึงความกลัวด้วย   
ย่อมขับภิกษุบางรูป   ย่อมไม่ขับภิกษุบางรูป   เพราะเหตุแห่งการละเมิดเช่นเดียวกัน  ” 
ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า   
“ ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนั้น   ภิกษุทั้งหลายไม่ได้ถึงความพอใจ    ไม่ได้ถึงความขัดเคือง     
ไม่ได้ถึงความหลง    ไม่ได้ถึงความกลัว   ท่านเองเป็นผู้ประจบชาวบ้าน   มีความประพฤติเลวทราม   
ความประพฤติเลวทรามของท่านนั้น   เขาได้เห็นอยู่ด้วย   เขาได้ยินอยู่ด้วย   
และชาวบ้านทั้งหลายที่ท่านทำให้เสื่อมศรัทธาแล้ว   เขาได้เห็นอยู่ด้วย   เขาได้ยินอยู่ด้วย 
ท่านจงหลีกไปเสียจากวัดนี้   ท่านอย่าอยู่ในที่นี้อีก   ” 
และภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ยังยืนยันอยู่อย่างนั้น   
ภิกษุนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ   3   ครั้งเพื่อให้สละการกระทำนั้นเสีย     
หากเธอถูกสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ    3  ครั้งอยู่   สละการกระทำนั้นเสีย   
สละได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี   หากเธอไม่สละเสีย     

เป็นการละเมิดที่หมู่ภิกษุ   จำต้องลงโทษ
     
     
ท่านทั้งหลาย   การละเมิดที่หมู่ภิกษุจำต้องลงโทษ   13  ข้อเหล่านี้   
ให้ถือว่าละเมิดตั้งแต่แรกทำ   9   ข้อ     ให้ถือว่าละเมิดต่อเมื่อหมู่ภิกษุสวดประกาศจบ   3   ครั้ง   4   ข้อ     
ภิกษุละเมิดข้อใดข้อหนึ่งแล้ว     รู้อยู่    ปกปิดไว้สิ้นวันเพียงเท่าใด  ภิกษุนั้นถึงจะไม่ต้องการ   
ก็จำต้องอยู่ในเขตที่หมู่ภิกษุกำหนดให้ครบตามวันที่ปกปิดไว้นั้น       
ภิกษุอยู่ในเขตที่หมู่ภิกษุกำหนดให้ครบตามวันที่ปกปิดแล้ว     
พึงประพฤติให้หมู่ภิกษุไว้วางใจเกินขึ้นไปอีก   6   วัน   6   คืน   
ภิกษุได้ประพฤติให้หมู่ภิกษุไว้วางใจเกินขึ้นไป   6   วัน   6   คืนแล้ว   
หมู่ภิกษุไม่ต่ำกว่า   20   รูป   จะมีอยู่ในเขตใด   หมู่ภิกษุนั้นพึงเรียกเธอเข้าหมู่   ณ   เขตนั้น   
หากหมู่ภิกษุไม่ครบ  20  รูปขาดแม้   1   รูป   เรียกภิกษุนั้นเข้าหมู่   ภิกษุนั้นถือว่ายังเข้าหมู่ไม่ได้   
และภิกษุทั้งหลายที่ทำการในเรื่องนั้น    ก็เป็นอันพระพุทธเจ้าทรงติเตียนแล้ว   
นี้เป็นความประพฤติถูกต้องในเรื่องนั้น
                           

ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในข้อเหล่านั้น            ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สอง                             ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สาม                             ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?

ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในข้อเหล่านั้น   เหตุนั้นจึงนิ่ง
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 24 ตุลาคม , 2007 เวลา 19:25:59 PM โดย พระวัดสามแยก » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694




ท่านทั้งหลาย   การละเมิดที่ยังไม่แน่นอน   2   ข้อ   คือ

1.   ภิกษุใดผู้เดียว   สำเร็จการนั่งในที่ลับ   คือในที่นั่งกำบังที่พอจะทำการได้กับผู้หญิงผู้เดียว 
อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้นเห็นภิกษุกับผู้หญิงนั้นแล้ว   พูดขึ้นด้วยการละเมิด   3   ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง
คือ  ด้วยการขาดจากความเป็นภิกษุ  หรือ   ด้วยการที่หมู่ภิกษุจำต้องลงโทษ 
หรือ  ด้วยการทำความดีให้ตกไปก็ตาม  ภิกษุยอมรับซึ่งการนั่งพึงถูกปรับด้วยการละเมิด   3   ประการ
คือ   ด้วยการขาดจากความเป็นภิกษุบ้าง   ด้วยการที่หมู่ภิกษุจำต้องลงโทษบ้าง   
ด้วยการทำความดีให้ตกไปบ้าง   อีกอย่างหนึ่ง   อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้นพูดขึ้นด้วยการละเมิดใด   
ภิกษุพึงถูกปรับด้วยการละเมิดนั้น 
   นี้เป็นการละเมิดที่ยังไม่แน่นอน
     
2.  สถานที่ไม่เป็นที่นั่งกำบังและไม่เป็นที่พอจะทำการได้   
แต่พอเป็นที่จะพูดล่วงเกินผู้หญิงด้วยวาจาชั่วหยาบได้อยู่   และภิกษุใดผู้เดียว   
สำเร็จการนั่งในที่ลับกับผู้หญิงผู้เดียว   ในที่นั่งมีลักษณะอย่างนั้น   อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้น   
เห็นภิกษุกับผู้หญิงนั้นแล้ว   พูดขึ้นด้วยการละเมิด   2   ประการอย่างใดอย่างหนึ่งคือ   
ด้วยการที่หมู่ภิกษุจำต้องลงโทษ  หรือ   ด้วยการทำความดีให้ตกไปก็ตาม   
ภิกษุยอมรับซึ่งการนั่งพึงถูกปรับด้วยการละเมิด   2   ประการคือ   ด้วยการที่หมู่ภิกษุจำต้องลงโทษบ้าง   
ด้วยการทำความดีให้ตกไปบ้าง   อีกอย่างหนึ่ง   อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้น   พูดขึ้นด้วยการละเมิดใด   
ภิกษุพึงถูกปรับด้วยการละเมิดนั้น
    แม้ข้อนี้ก็เป็นการละเมิดที่ยังไม่แน่นอน
                           
ท่านทั้งหลาย   การละเมิดที่ยังไม่แน่นอน   2   ข้อเหล่านี้   ข้าพเจ้าประกาศไปแล้ว

ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในข้อเหล่านั้น         ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สอง                          ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สาม                          ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?

ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในข้อเหล่านั้น   เหตุนั้นจึงนิ่ง
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 24 ตุลาคม , 2007 เวลา 19:25:25 PM โดย พระวัดสามแยก » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694




ท่านทั้งหลาย  การละเมิดที่ทำความดีให้ตกไป  จำต้องสละสิ่งของ   30  ข้อ   คือ
     
1.   ตัดเย็บผ้านุ่งผ้าห่มเสร็จแล้ว   รื้อเครื่องเย็บแล้ว   
พึงเก็บผ้าส่วนเกินไว้ได้ไม่เกิน   10   วัน   10   คืน   ถ้าภิกษุเก็บไว้เลยกำหนดนั้น
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

2.   ตัดเย็บผ้านุ่งผ้าห่มเสร็จแล้ว   รื้อเครื่องเย็บแล้ว   
ถ้าภิกษุอยู่ปราศจากผ้า   3   ผืนที่เป็นผ้าประจำตัว   แม้ผ่านไปคืนหนึ่ง   
เว้นไว้แต่ภิกษุได้รับการสมมติ
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

3.   ตัดเย็บผ้านุ่งผ้าห่มเสร็จแล้ว   รื้อเครื่องเย็บแล้ว   ผ้านอกกาลเกิดขึ้นแก่ภิกษุ     
ภิกษุต้องการพึงรับได้   ครั้นรับไว้แล้วพึงรีบให้ทำ   ถ้าผ้านั้นมีไม่พอ   
เมื่อความหวังว่าจะได้ผ้ามีอยู่   ภิกษุนั้นพึงเก็บผ้านั้นไว้ได้เดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง   
เพื่อผ้าที่ยังไม่พอจะได้พอ   ถ้าเธอเก็บไว้เลยกำหนดนั้น   แม้ความหวังว่าจะได้ผ้ามีอยู่
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ
 
4.   ภิกษุใด   ใช้ภิกษุหญิงผู้ไม่ไช่ญาติ   ให้ซัก  หรือ   ย้อม  หรือ   ทุบก็ตาม   ซึ่งผ้าเก่า 
  เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

5.   ภิกษุใด   รับผ้าจากมือของภิกษุหญิงผู้ไม่ไช่ญาติ   เว้นไว้แต่ของแลกเปลี่ยน 
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

6.   ภิกษุใด   ขอผ้าจากพ่อบ้าน  หรือ  แม่บ้านก็ตาม   ผู้ไม่ใช่ญาติ   นอกจากความจำเป็น    
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ  
ความจำเป็นในเรื่องนั้นคือ   ภิกษุถูกแย่งเอาผ้าไป 
หรือ   มีผ้าชำรุดใช้ไม่ได้ก็ตาม   นี้เป็นความจำเป็นในเรื่องนั้น

7.   มีพ่อบ้าน  หรือ  แม่บ้านก็ตาม   ผู้ไม่ใช่ญาติ   เปิดโอกาสต่อภิกษุ
ให้ขอผ้าเพื่อนำไปได้ตามความต้องการ   ภิกษุนั้นควรยินดีผ้านุ่งกับผ้าห่มเพียง   2   ผืนจากผ้าเหล่านั้น   
ถ้าเธอยินดียิ่งกว่านั้น   
    เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

8.   มีพ่อบ้าน  หรือ  แม่บ้านก็ตาม   ผู้ไม่ใช่ญาติ   เตรียมเงินไว้ซื้อผ้าให้เฉพาะภิกษุว่า   
“  เราจะซื้อผ้าด้วยเงินจำนวนนี้   แล้วให้ภิกษุผู้มีชื่อนี้ใช้ผ้า   ”   
ภิกษุนั้น    ถ้าเขาไม่ได้เปิดโอกาสไว้ก่อน  เข้าไปหาเขาแล้ว   สั่งให้เขาหาผ้ามาให้พูดว่า
“   ดีล่ะ  ท่านจงหาผ้าอย่างนั้นอย่างนี้มา   ด้วยเงินซื้อผ้าจำนวนนี้    แล้วให้อาตมาใช้ผ้าดีๆเถิด   ”   
ถือเอาความเป็นผู้ต้องการผ้าดี   
  เป็นการทำความดีไห้ตกไป   จำต้องสละ

9.  มีพ่อบ้าน   หรือ   แม่บ้านก็ตาม   ผู้ไม่ใช่ญาติ   2   คน 
เตรียมเงินไว้ซื้อผ้าเฉพาะผืนๆให้เฉพาะภิกษุว่า   
“  เราทั้งหลายจะซื้อผ้าเฉพาะผืนๆ   ด้วยเงินซื้อผ้าเฉพาะผืนๆนี้   
แล้วให้ภิกษุผู้มีชื่อนี้ใช้ผ้าหลายผืนด้วยกัน  ”   ภิกษุนั้น   ถ้าเขาไม่ได้เปิดโอกาสไว้ก่อน  
เข้าไปหาเขาแล้ว   สั่งให้เขาหาผ้ามาให้พูดว่า   “   ดีล่ะ   ท่านทั้งหลายจงหาผ้าอย่างนั้นอย่างนี้มา   
ด้วยเงินซื้อผ้าของทั้ง   2   ท่านรวมกัน   แล้วให้อาตมาใช้ผ้าดีๆผืนเดียวเถิด   ”   
ถือเอาความเป็นผู้ต้องการผ้าดี
   เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

10.   มีพระราชา  หรือ   ข้าราชการ  หรือ   พราหมณ์  หรือ   พ่อบ้านก็ตาม   
ส่งเงินซื้อผ้าไปด้วยตัวแทน   ให้เฉพาะภิกษุว่า   
“   เจ้าจงซื้อผ้า   ด้วยเงินซื้อผ้าจำนวนนี้   แล้วให้ภิกษุผู้มีชื่อนี้ใช้ผ้านี้   ”   
ถ้าตัวแทนนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า       
“   เงินสำหรับซื้อผ้าจำนวนนี้นำมาให้ท่าน   ขอท่านจงรับเงินสำหรับซื้อผ้าจำนวนนี้    ”   
ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อตัวแทนนั้นอย่างนี้ว่า   
“   พวกเราไม่รับเงินค่าผ้า   พวกเรารับแต่ผ้าในกาลที่สมควร   ”   
ถ้าตัวแทนนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า   
“   ที่นี่ ! มีใครเป็นผู้ทำการแทนหมู่ภิกษุไหม ? ”   
ภิกษุต้องการผ้า   พึงแสดงคนผู้ทำการในวัด    หรือ   ใครก็ได้ที่เป็นโยมด้วยคำว่า   
“   คนนั้น !  คือผู้ทำการแทนหมู่ภิกษุทั้งหลาย   ”   
ถ้าตัวแทนนั้นเข้าไปสั่งผู้ทำการแทนนั้นให้เข้าใจแล้วเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า   
“   คนที่ท่านแสดงให้เป็นผู้ทำการแทนนั้น   ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว   
ท่านจงเข้าไปหา   เขาจะให้ท่านใช้ผ้าตามกาลที่สมควร   ”   
ภิกษุผู้ต้องการผ้า   เข้าไปหาผู้ทำการแทนนั้นแล้ว   พึงทวง   พึงเตือน  2 - 3   ครั้งว่า   
“   อาตมาต้องการผ้า   ”    เธอทวงอยู่   เตือนอยู่   2 - 3   ครั้ง    ถ้าผู้ทำการแทนนั้นจัดหาผ้ามาให้ได้   
การหาผ้ามาให้ได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี   ถ้าหามาให้ไม่ได้   ภิกษุพึงเข้าไปยืนนิ่งต่อหน้า   4   ครั้ง
และครั้งที่  5   ครั้งที่  6    เป็นอย่างมาก   เมื่อเธอยืนนิ่งต่อหน้า  4   ครั้ง   และครั้งที่  5   ครั้งที่   6   
เป็นอย่างมากแล้ว    ถ้าผู้ทำการแทนนั้นจัดหาผ้ามาให้ได้   การหาผ้ามาให้ได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี   
ถ้าหามาให้ไม่ได้   หากเธอมีความพยายามให้มากกว่านั้น   จนเขาหาผ้ามาให้ได้   

เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ
ถ้าให้หาผ้ามาให้ไม่ได้   ภิกษุพึงไปเองหรือ   ส่งตัวแทนไปก็ได้   
ไปหาคนที่ส่งเงินมาเพื่อซื้อผ้าให้เธอบอกว่า 
“   ท่านส่งเงินไปเพื่อซื้อผ้าให้ภิกษุใด   เงินจำนวนนั้นไม่เป็นประโยชน์กับภิกษุนั้นเลย   
ท่านจงทวงเอาเงินของท่านคืน   เงินของท่านอย่าได้สูญเสียไปเปล่าๆเลย   ”   
นี้เป็นความประพฤติถูกต้องในเรื่องนั้น


11.  ภิกษุใด    ให้ทำแผ่นรองนั่งเจือด้วยไหม       
เป็นการทำความดีให้ตกไป  จำต้องสละ

12.  ภิกษุใด   ให้ทำแผ่นรองนั่งด้วยขนเจียมดำล้วน   
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

13.  ภิกษุใด   ให้ทำแผ่นรองนั่งใหม่   พึงถือเอาขนเจียมดำล้วน   2   ส่วน   
ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่   3   ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่   4   ถ้าภิกษุไม่ถือเอาขนเจียมดำล้วน   2   ส่วน   
ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่   3   ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่   4  ให้ทำแผ่นรองนั่งใหม่   

เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

14.   ภิกษุใด   ให้ทำแผ่นรองนั่งใหม่แล้ว   ต้องใช้ให้ได้   6   ปี   
ถ้าใช้ไม่ครบ   6   ปี   เธอสละเสียแล้ว  หรือ   ยังไม่สละก็ตาม   ซึ่งแผ่นรองนั่งนั้น   
ให้ทำแผ่นรองนั่งอื่นใหม่   เว้นไว้แต่ภิกษุได้รับการสมมติ 

เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

15.  ภิกษุใด   ให้ทำแผ่นรองสำหรับนั่ง   ต้องถือเอาแผ่นรองนั่งเก่าประมาณ   1   คืบพระสุคต
โดยรอบปน   เพื่อทำให้เสียสี   ถ้าภิกษุไม่ถือเอาแผ่นรองนั่งเก่าประมาณ   1   คืบพระสุคตโดยรอบปน   
ให้ทำแผ่นรองสำหรับนั่งใหม่ 
    เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

16.  ขนเจียมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เดินทาง   ภิกษุต้องการพึงรับได้   ครั้นรับไว้แล้ว   
เมื่อคนถือไม่มี   พึงถือเอาไปด้วยมือของตนเองตลอดระยะทาง   3   โยชน์   เป็นอย่างมากเมื่อไม่มีคนถือ   
ถ้าเธอถือเอาไปยิ่งกว่านั้น
   เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

17.  ภิกษุใด   ใช้ภิกษุหญิงผู้ไม่ไช่ญาติ   ให้ซัก  หรือ   ย้อม   หรือ   สางก็ตาม   
ซึ่งขนเจียม 
    เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

18.  ภิกษุใด   รับ  หรือ  ให้รับก็ตาม   ซึ่งทองเงิน  หรือ  ยินดีทองเงินที่เขาเก็บไว้ให้ก็ตาม     
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

19.  ภิกษุใด   ทำการซื้อและการขายด้วยเงินตรามีประการต่างๆ   
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

20.  ภิกษุใด   ทำการแลกเปลี่ยนมีประการต่างๆ   
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

21.  ภิกษุพึงเก็บบาตรส่วนเกินจากบาตรที่ใช้ประจำไว้ได้ไม่เกิน   10   วัน   10   คืน   
ถ้าภิกษุเก็บไว้เลยกำหนดนั้น
   เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

22.  ภิกษุใด   มีบาตรมีแผลไม่ถึง   5   แห่ง   ขอบาตรใหม่มา  
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ
ภิกษุนั้นต้องสละบาตรใบนั้นในที่ประชุมแห่งภิกษุ  บาตรใบสุดท้ายแห่งที่ประชุมนั้น   
พึงมอบให้แก่เธอพร้อมกับบอกว่า   “   นี้เป็นบาตรของท่าน   พึงใช้จนกว่าจะแตก   ”   
นี้เป็นความประพฤติถูกต้องในเรื่องนั้น


23.  มียาอันสมควรแก่ภิกษุผู้ป่วย   คือ   เนยใส   เนยข้น   น้ำมัน   น้ำผึ้ง   น้ำอ้อย   
ภิกษุรับประเคนแล้ว   พึงเก็บไว้ฉันได้ไม่เกิน   7   วัน   7   คืน   ถ้าภิกษุเก็บไว้เลยกำหนดนั้น   

เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

24.  ภิกษุรู้ว่า   ฤดูร้อนเหลืออีก   1   เดือน   พึงแสวงหาผ้าอาบน้ำฝนได้   
รู้ว่าฤดูร้อนเหลืออีกครึ่งเดือน   ทำนุ่งได้   ถ้าเธอรู้ว่าฤดูร้อนเหลือเกินกว่า  1   เดือน   แสวงหาผ้าอาบน้ำฝน 
รู้ว่าฤดูร้อนเหลือเกินกว่าครึ่งเดือน  ทำนุ่ง
   เป็นการทำความดีให้ตกไป  จำต้องสละ

25.  ภิกษุใด   ให้ผ้าแก่ภิกษุเองแล้ว   โกรธ   ขัดใจ   ชิงเอามา  หรือ  ให้ชิงเอามาก็ตาม         
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

26.  ภิกษุใด  ขอด้ายมาเองแล้ว  สั่งช่างทอผ้าให้ทอผ้า 
เป็นการทำความดีให้ตกไป  จำต้องสละ

27.  มีพ่อบ้าน  หรือ  แม่บ้านก็ตาม   ผู้ไม่ใช่ญาติ   สั่งช่างทอผ้าให้ทอผ้าไว้เฉพาะภิกษุ   
ภิกษุนั้น   ถ้าเขาไม่ได้เปิดโอกาสไว้ก่อน   เข้าไปหาช่างทอผ้าแล้ว   สั่งให้เขาทอผ้าอย่างดีว่า   
“  ผ้าผืนนี้ทอเฉพาะอาตมา   ขอท่านจงทำให้ยาว   ทำให้กว้าง   ทำให้แน่น   ทำให้เป็นของตึงดี   
ทำให้เป็นของทอดี   ทำให้เป็นของสางดี   ทำให้เป็นของกรีดดี   
แม้ไฉนอาตมาจะให้ของเล็กน้อยเป็นรางวัลแก่ท่าน  ”   ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว   ให้ของเล็กน้อยเป็นรางวัล   
โดยที่สุด   แม้สักว่าบิณฑบาต 
    เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

28.  วันเพ็ญอันเป็นวันปวารณาออกพรรษา   ยังไม่มาถึงอีก   10   วัน   
ผ้ารีบด่วนเกิดขึ้นแก่ภิกษุ   ภิกษุรู้ว่าเป็นผ้ารีบด่วนพึงรับไว้ได้   
ครั้นรับไว้แล้วพึงเก็บไว้จนสิ้นเวลาอนุญาตให้เย็บผ้า   
ถ้าภิกษุเก็บไว้เลยกำหนดนั้น
   เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

29.  ภิกษุใด   จำพรรษาแล้ว    จะอยู่ในที่อยู่ในป่า   ที่รู้กันว่าเป็นที่มีอันตราย   
มีภัยเฉพาะหน้า   ตลอดถึงวันเพ็ญเดือน   12   ที่สุดแห่งฤดูฝน   ต้องการอยู่   พึงเก็บผ้า   3   ผืน 
ผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านได้   และเหตุบางอย่างเพื่อจะอยู่ปราศจากผ้านั้นจะพึงมีแก่ภิกษุ   
ภิกษุนั้นพึงอยู่ปราศจากผ้านั้นได้   6   วัน   6   คืน   ถ้าเธออยู่ปราศจากผ้าเลยกำหนดนั้น   
เว้นไว้แต่ภิกษุได้รับการสมมติ
    เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ

30.  ภิกษุใด   รู้อยู่ว่าลาภที่เขาน้อมไปจะถวายหมู่ภิกษุ   แต่น้อมมาเพื่อตน 
เป็นการทำความดีให้ตกไป   จำต้องสละ
     

ท่านทั้งหลาย  การละเมิดที่ทำความดีให้ตกไป 
จำต้องสละสิ่งของ  30   ข้อเหล่านี้    ข้าพเจ้าประกาศไปแล้ว

ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในข้อเหล่านั้น           ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สอง                            ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สาม                            ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?

ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในข้อเหล่านั้น   เหตุนั้นจึงนิ่ง
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้
ี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 23 กรกฎาคม , 2009 เวลา 01:44:37 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694





ท่านทั้งหลาย   การละเมิดที่ทำความดีให้ตกไป   92   ข้อ   คือ

1.   ภิกษุใด    โกหก      เป็นการทำความดีให้ตกไป

2.   ภิกษุใด   ด่า   พูดเสียดแทงภิกษุ   เป็นการทำความดีให้ตกไป

3.   ภิกษุใด   ยุแหย่ภิกษุ    เป็นการทำความดีให้ตกไป

4.   ภิกษุใด    สอนธรรมแก่ผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ   ถ้าพาเขาว่าพร้อมกับตนเป็นบทๆ ไป  
เป็นการทำความดีให้ตกไป

5.   ภิกษุใด    สำเร็จการนอนร่วมกับผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุยิ่งกว่า   2 – 3  คืน 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

6.   ภิกษุใด   สำเร็จการนอนร่วมกับผู้หญิง   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

7.   ภิกษุใด   แสดงธรรมแก่ผู้หญิงเกิน   5 - 6   คำ เว้นไว้แต่มีผู้ชายที่รู้เดียงสาอยู่ด้วย   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

8.   ภิกษุใด   บอกความรู้อันยอดเยี่ยมของมนุษย์ที่มีจริงแก่ผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ  
เป็นการทำความดีให้ตกไป

9.   ภิกษุใด   บอกการละเมิดที่ชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่ผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ   
เว้นไว้แต่ภิกษุได้รับการสมมติ   
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

10.  ภิกษุใด   ขุด  หรือ  ให้ขุดก็ตาม   ซึ่งแผ่นดิน  
เป็นการทำความดีให้ตกไป

11.  ภิกษุใด   ทำลายบ้านภูต   เป็นการทำความดีให้ตกไป

12.  ภิกษุใด   ถูกสอบสวน   พูดวกไปวนมาหรือนิ่งเฉยเสีย   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

13.  ภิกษุใด   เป็นผู้โพนทะนากล่าวโทษ   เป็นผู้บ่นว่าติเตียนภิกษุ  
เป็นการทำความดีให้ตกไป

14.  ภิกษุใด   วางไว้  หรือ  ให้วางไว้ก็ตาม   ซึ่งเตียง  หรือ  ตั่ง  หรือ ฟูก  หรือ  เก้าอี้ก็ตาม   
อันเป็นของหมู่ภิกษุในที่แจ้ง   เมื่อหลีกไปไม่เก็บ  หรือ  ไม่ให้เก็บก็ตาม   
ซึ่งสิ่งของที่วางไว้นั้น   หรือ  ไม่มอบหมายผู้อื่นให้เก็บ
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

15.  ภิกษุใด   ปูไว้  หรือ   ให้ปูไว้ก็ตาม   ซึ่งที่นอนในวิหารอันเป็นของหมู่ภิกษุ   
เมื่อหลีกไป   ไม่เก็บ  หรือ  ไม่ให้เก็บก็ตาม   ซึ่งที่นอนที่ปูไว้นั้น   หรือ  ไม่มอบหมายผู้อื่นให้เก็บ
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

16.  ภิกษุใด   รู้อยู่  เข้าไปนอนเบียดภิกษุ   ผู้เข้าไปก่อน   ในวิหารอันเป็นของหมู่ภิกษุ   
ด้วยหมายว่า   “ ความรำคาญหากเกิดมีแก่ผู้ใด   ผู้นั้นจะพึงหลีกไปเอง   ”   
ทำความหมายเพียงเท่านี้ให้เป็นเหตุ   ไม่ใช่อย่างอื่น
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

17.  ภิกษุใด   โกรธ   ขัดใจ   ฉุดกระชาก  หรือ  ให้ฉุดกระชากก็ตาม   
ซึ่งภิกษุให้ออกจากวิหารอันเป็นของหมู่ภิกษุ   
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

18.  ภิกษุใด   นั่งทับ  หรือ  นอนทับก็ตาม   ซึ่งเตียง  หรือ   ตั่งก็ตาม   ที่วางซ้อนกันอยู่   
บนร้านในวิหารอันเป็นของหมู่ภิกษุ
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

19.  ภิกษุใด   ให้ทำซึ่งวิหารใหญ่   จะวางเช็ดหน้าเพียงไรแต่กรอบแห่งประตู   
จะฉาบทา   ตกแต่ง   ช่องหน้าต่าง   พึงยืนในที่ปราศจากพืชสดเขียว   
สั่งให้พอกได้   2 – 3  ชั้น   ถ้าเธอสั่งให้พอกยิ่งกว่านั้น   แม้ยืนในที่ปราศจากพืชสดเขียว
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

20.  ภิกษุใด   รู้อยู่  ว่าน้ำมีตัวสัตว์   รด  หรือ  ให้รดก็ตาม   ซึ่งหญ้า  หรือ  ดินก็ตาม  
เป็นการทำความดีให้ตกไป

21.  ภิกษุใด   ไม่ได้รับการสมมติ   สั่งสอนพวกภิกษุหญิง  
เป็นการทำความดีให้ตกไป

22.  เมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว   ถ้าภิกษุที่ได้รับการสมมติ  กล่าวสอนพวกภิกษุหญิง   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

23.  ภิกษุใด   เข้าไปสู่ที่อยู่อาศัยแห่งภิกษุหญิงแล้ว   กล่าวสอนพวกภิกษุหญิง   
เว้นไว้แต่บางคราว   
เป็นการทำความดีให้ตกไป  
บางคราวในเรื่องนั้นคือ   ภิกษุหญิงป่วย   นี้เป็นบางคราวในเรื่องนั้น

24.  ภิกษุใด   กล่าวอย่างนี้ว่า   “   พวกภิกษุสั่งสอนพวกภิกษุหญิง   
เพราะเหตุแห่งสิ่งของเครื่องล่อใจ   ”   
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

25.  ภิกษุใด   ให้ผ้าแก่ภิกษุหญิงผู้ไม่ใช่ญาติ   เว้นไว้แต่ของแลกเปลี่ยน   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

26.  ภิกษุใด   เย็บ  หรือ  ให้เย็บก็ตาม   ซึ่งผ้า   เพื่อภิกษุหญิงผู้ไม่ใช่ญาติ   เป็นการทำความดีให้ตกไป

27.  ภิกษุใด   ชักชวนกันแล้ว   เดินทางร่วมกันกับภิกษุหญิง   โดยที่สุดแม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง   
เว้นไว้แต่บางคราว 
   เป็นการทำความดีให้ตกไป   
บางคราวในเรื่องนั้นคือ   เป็นทางที่จะต้องไปด้วยกันกับพวกเกวียน   
ที่รู้กันว่าเป็นที่มีอันตราย   มีภัยเฉพาะหน้า   นี้เป็นบางคราวในเรื่องนั้น

28.  ภิกษุใด   ชักชวนกันแล้ว   ขึ้นเรือลำเดียวกันกับภิกษุหญิง   
ขึ้นน้ำไป  หรือ  ล่องน้ำไปก็ตาม    เว้นไว้แต่ข้ามฟาก 
  เป็นการทำความดีให้ตกไป

29.  ภิกษุใด   รู้อยู่   ฉันบิณฑบาตที่ภิกษุหญิงแนะนำให้ถวาย   เว้นแต่โยมเขาเตรียมไว้ก่อน   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

30.  ภิกษุใดผู้เดียว   สำเร็จการนั่งในที่ลับกับภิกษุหญิงผู้เดียว   เป็นการทำความดีให้ตกไป

31.  ภิกษุใด   ไม่ไช่ผู้ป่วย   พึงฉันอาหารในโรงทานได้ครั้งเดียว   ถ้าฉันยิ่งกว่านั้น
เป็นการทำความดีให้ตกไป

32.  ภิกษุใด   ฉันเป็นหมู่   เป็นการทำความดีให้ตกไป   
เว้นไว้แต่บางคราวคือ   คราวป่วย  คราวที่ถวายผ้า   คราวที่เย็บผ้า   คราวเดินทางไกล   
คราวขึ้นเรือไป   คราวประชุมกันอยู่มากๆ   คราวอาหารของนักบวชทำถวาย   นี้เป็นบางคราวในเรื่องนั้น


33.  ภิกษุใด   รับนิมนต์ไว้   แต่ไปฉันที่อื่นก่อน   เป็นการทำความดีให้ตกไป   
เว้นไว้แต่บางคราว   คือ   คราวป่วย   คราวที่ถวายผ้า   คราวที่เย็บผ้า   นี้เป็นบางคราวในเรื่องนั้น

34.  เขาเปิดโอกาสให้ภิกษุผู้เข้าไปสู่หมู่บ้าน   ด้วยขนม  หรือ   อาหารผงก็ตาม   เพื่อนำไปได้ตามต้องการ   
ภิกษุต้องการพึงรับได้เต็ม   2 – 3 บาตร   ถ้ารับยิ่งกว่านั้น
   เป็นการทำความดีให้ตกไป  
ครั้นรับเต็ม   2 – 3 บาตรแล้ว   นำออกจากที่นั้น   พึงแบ่งปันภิกษุทั้งหลาย 
นี้ป็นความประพฤติถูกต้องในเรื่องนั้น

35.  ภิกษุใด   ฉันเสร็จ   ไม่รับอาหารแล้ว   เคี้ยว  หรือ   ฉันก็ตาม   ซึ่งของเคี้ยว 
หรือของฉันก็ตาม   อันไม่ใช่เดน
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

36.  ภิกษุใด  ต้องการแกล้งภิกษุผู้ฉันเสร็จ  ไม่รับอาหารแล้ว  ด้วยของเคี้ยว 
หรือ   ของฉันก็ตาม   อันไม่ใช่เดน บอกว่า “   เอาเถิดภิกษุ   เคี้ยวก็ได้   ฉันก็ได้   ”   
รู้อยู่   เพ่งจะหาโทษให้   พอเธอฉันเสร็จ   
  เป็นการทำความดีให้ตกไป

37.  ภิกษุใด   เคี้ยว  หรือ  ฉันก็ตาม   ซึ่งของเคี้ยว  หรือ   ของฉันก็ตาม   ผิดเวลา   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

38.  ภิกษุใด   เคี้ยว  หรือ  ฉันก็ตาม   ซึ่งของเคี้ยว  หรือ  ของฉันก็ตาม   
ที่ทำการเก็บไว้ค้างคืน   
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

39.  ภิกษุใด   ไม่ไช่ผู้ป่วย   ขออาหารอันดีคือ   เนยใส   เนยข้น  น้ำมัน   น้ำผึ้ง   
น้ำอ้อย   ปลา   เนื้อ   นมสด   นมส้ม   เพื่อประโยชน์แก่ตนแล้วฉัน
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

40.  ภิกษุใด   กลืนอาหารที่เขายังไม่ได้ให้ล่วงช่องปาก   เว้นไว้แต่น้ำและแปรงสีฟัน   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

41.  ภิกษุใด   ให้ของเคี้ยว  หรือ  ของกินก็ตาม   แก่นักบวชนอกศาสนา   เป็นชาย 
หรือ  เป็นหญิงก็ตาม   ด้วยมือของตน
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

42.  ภิกษุใด   กล่าวต่อภิกษุอย่างนี้ว่า 
“  ท่านจงมา   เพื่อเข้าไปสู่บ้านหรือตำบลเพื่อบิณฑบาตด้วยกัน  ”   
เธอบอกเขาให้ถวายแล้ว  หรือ   ยังไม่ได้บอกให้ถวายก็ตาม   แก่ภิกษุนั้น   แล้วไล่เธอกลับไปด้วยคำว่า 
“ ท่านจงกลับไปเสีย   การพูด  หรือ  การนั่งก็ตาม   ของเรากับท่านไม่เป็นผาสุก   การพูด 
หรือ  การนั่งก็ตาม   ของเราคนเดียวย่อมเป็นผาสุก   ” 
ทำความหมายเพียงเท่านี้ให้เป็นเหตุ   ไม่ใช่อย่างอื่น   

เป็นการทำความดีให้ตกไป

43.  ภิกษุใด   เข้าไปนั่งแทรกแซงในขณะที่ชายและหญิงกำลังอยู่ในห้องนอน   เป็นการทำความดีให้ตกไป

44.  ภิกษุใด   สำเร็จการนั่งในที่ลับคือในที่นั่งกำบังกับผู้หญิง 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

45.  ภิกษุใดผู้เดียว   สำเร็จการนั่งในที่ลับกับผู้หญิงผู้เดียว   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

46.  ภิกษุใด   รับนิมนต์แล้ว   มีอาหารอยู่แล้ว   ไม่บอกภิกษุผู้อยู่ด้วยกัน   
แล้วตระเวนไปบ้านอื่น   ก่อนฉัน  หรือ  ทีหลังฉันก็ตาม   เว้นไว้แต่บางคราว
   
เป็นการทำความดีให้ตกไป   
บางคราวในเรื่องนั้นคือ   คราวที่ถวายผ้า   คราวที่เย็บผ้า   นี้เป็นบางคราวในเรื่องนั้น

47.  ภิกษุใด   ไม่ไช่ผู้ป่วย   พึงยินดีการเปิดโอกาสให้ขอ ยา ได้เพียง   4   เดือน   
ถ้าเธอยินดียิ่งกว่านั้น 
    เป็นการทำความดีให้ตกไป    
เว้นไว้แต่โยมเขาเปิดโอกาสให้ขออีก   เว้นไว้แต่เขาเปิดโอกาสให้ขอได้เป็นประจำ   

48.  ภิกษุใด   ไปเพื่อจะดูหมู่กองทัพอันยกออกแล้ว
เป็นการทำความดีให้ตกไป    เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอย่างอื่น   ไม่ใช่ไปดูู   

49.  ถ้าเหตุจำเป็นบางอย่างเพื่อจะไปสู่กองทัพนั้นมีแก่ภิกษุ   
ภิกษุนั้นพึงอยู่ในกองทัพนั้นได้   2 – 3  คืน  เป็นอย่างมาก   ถ้าเธออยู่เกินกว่านั้น
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

50.  ถ้าภิกษุอยู่ในกองทัพนั้น 2 -3   คืน   ไปสู่สนามรบ  หรือ  ไปสู่ที่พักพล 
หรือ  ไปสู่ที่จัดขบวนทัพ  หรือ ไปดูหมู่กองทัพอันจัดไว้แล้วก็ตาม
   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

51.  ภิกษุใด   ดื่มสุราและเสพของมึนเมา   เป็นการทำความดีให้ตกไป

52.  ภิกษุใด   เล่นจี้ด้วยนิ้วมือ   เป็นการทำความดีให้ตกไป

53.  ภิกษุใด   เล่นน้ำ   เป็นการทำความดีให้ตกไป

54.  ภิกษุใด   ไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรม - วินัย      เป็นการทำความดีให้ตกไป

55.  ภิกษุใด   หลอกหลอนภิกษุ    เป็นการทำความดีให้ตกไป

56.  ภิกษุใด   ไม่ป่วย   ก่อไฟ  หรือ  ให้ก่อไฟก็ตาม   เพื่อจะผิง   เว้นไว้แต่มีเหตุจำเป็น   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

57.  ภิกษุใด    ยังไม่ถึงครึ่งเดือนอาบน้ำ   เว้นไว้แต่บางคราว     
เป็นการทำความดีให้ตกไป 
บางคราวในเรื่องนั้นคือ   เดือนครึ่งท้ายฤดูร้อน   เดือนต้นแห่งฤดูฝน   2   เดือนครึ่งนี้   
เป็นคราวร้อน   คราวกระวนกระวาย   คราวป่วย   คราวทำการงาน   คราวเดินทางไกล   
คราวฝนมากับพายุ   นี้เป็นบางคราวในเรื่องนั้น


58.  ภิกษุใด   ได้ผ้ามาใหม่    พึงถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี   3   อย่าง   
อย่างใดอย่างหนึ่ง  คือของเขียวคราม  หรือ  ตม  หรือ  ของดำคล้ำก็ได้   
ถ้าภิกษุไม่ถือเอาวัตถุสำหรับทำผ้าให้เสียสี   3   อย่าง   อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน   แล้วใช้สอยผ้านั้น
     
เป็นการทำความดีให้ตกไป

59.  ภิกษุใด   ทำผ้าให้เป็นของ 2  เจ้า   กับภิกษุ  หรือ   ภิกษุหญิง  หรือ  นางสิกขมานา 
หรือ  สามเณร  หรือ  กับสามเณรหญิงก็ตาม   ไม่ให้เขาถอนก่อน   ขืนใช้สอยผ้านั้น
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

60.  ภิกษุใด   ซ่อน  หรือ  ให้ซ่อนก็ตาม   ซึ่งบาตร  หรือ   ผ้านุ่ง  หรือ   ผ้าห่ม 
หรือ   ผ้าปูนั่ง  หรือ   กล่องเข็ม  หรือ  ประคดเอวก็ตามของภิกษุ  แม้เพียงจะหัวเราะ
   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

61.  ภิกษุใด   จงใจฆ่าสัตว์เดรัจฉาน   เป็นการทำความดีให้ตกไป

62.  ภิกษุใด   รู้อยู่   ใช้น้ำมีตัวสัตว์   เป็นการทำความดีให้ตกไป

63.  ภิกษุใด   รู้อยู่   รื้อฟื้นเรื่องราวที่ทำให้ถูกต้องแล้ว   เพื่อทำอีก   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

64.  ภิกษุใด   รู้อยู่   ปกปิดการละเมิดที่ชั่วหยาบของภิกษุอื่น   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

65.  ภิกษุใด   รู้อยู่   ให้บุคคลผู้มีอายุไม่ครบ 20  ปี   เข้าบวชเป็นภิกษ
ุ  เป็นการทำความดีให้ตกไป
บุคคลนั้นไม่เป็นภิกษุด้วย   และภิกษุทั้งหลายในเรื่องนั้น   ถูกติเตียนแล้ว   

66.  ภิกษุใด   รู้อยู่   ชักชวนกันแล้ว   เดินทางร่วมกันกับพวกเกวียน - พวกต่าง   ผู้เป็นโจร   
โดยที่สุดแม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง   
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

67.  ภิกษุใด   ชักชวนกันแล้ว   เดินทางร่วมกันกับผู้หญิง   โดยที่สุดแม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง      
เป็นการทำความดีให้ตกไป

68.  ภิกษุใด   กล่าวอย่างนี้ว่า   
“  ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้จำแนกธรรมทรงแสดงแล้ว   โดยการว่าเป็นธรรมทำอันตรายได้อย่างไร ?
ธรรมนั้นไม่สามารถทำอันตรายต่อผู้ละเมิดได้จริง”    ภิกษุนั้น   อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า   
“ ท่านอย่าได้พูดอย่างนั้น    ท่านอย่าได้กล่าวตู่พระผู้จำแนกธรรม   การกล่าวตู่พระผู้จำแนกธรรมนั้นไม่ดี   
พระผู้จำแนกธรรมไม่ได้ตรัสอย่างนั้นเลย   นี่ท่าน !  พระผู้จำแนกธรรมทรงตรัสธรรมอันทำอันตราย
ไว้โดยบรรยายเป็นอันมาก    และธรรมนั้นทำอันตรายแก่ผู้ละเมิดได้จริง  ”   
และภิกษุนั้น    อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้    ยังยืนยันอยู่อย่างนั้น   
ภิกษุนั้น    อันภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ   3   ครั้ง   เพื่อให้สละการกระทำนั้นเสีย   
หากเธอถูกสวดประกาศห้ามกว่าจะครบ   3   ครั้งอยู่   สละการกระทำนั้นเสีย   
สละได้อย่างนี้นั่นเป็นการดี   หากเธอไม่สละเสีย
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

69.  ภิกษุใด   รู้อยู่   กินร่วม  หรือ  อยู่ร่วม  หรือ   สำเร็จการนอนร่วมก็ตาม   
กับภิกษุผู้กล่าวอย่างนั้น  ยังไม่ได้สละความเห็นผิดนั้น  และยังไม่ได้ถูกเรียกเข้าหมู่
ู่ 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

70.  ถ้าแม้สามเณรกล่าวอย่างนี้ว่า   
“ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้จำแนกธรรมทรงแสดงแล้ว   โดยการว่าเป็นธรรมทำอันตรายได้อย่างไร  ? 
ธรรมนั้นไม่สามารถทำอันตรายต่อผู้ละเมิดได้จริง   ”   สามเณรนั้น   อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า   
“   นี่สามเณร !  เธออย่าได้พูดอย่างนั้น   เธออย่าได้กล่าวตู่พระผู้จำแนกธรรม   
การกล่าวตู่พระผู้จำแนกธรรมนั้นไม่ดี   พระผู้จำแนกธรรมไม่ได้ตรัสอย่างนั้นเลย   
นี่สามเณร !  พระผู้จำแนกธรรมทรงตรัสธรรมอันทำอันตรายไว้โดยบรรยายเป็นอันมาก 
และธรรมนั้นทำอันตรายแก่ผู้ละเมิดได้จริง”   และสามเณรนั้น   อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้   
ยังยืนยันอยู่อย่างนั้น   สามเณรนั้นอันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า   
“  นี่สามเณร !   เธออย่าได้อ้างพระผู้จำแนกธรรมเป็นพระศาสดาของเธอ   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   
สามเณรอื่น  ย่อมได้การนอนร่วมเพียง 2 – 3 คืน   กับภิกษุทั้งหลาย   
แต่เธอจะไม่ได้การนอนร่วมกับภิกษุแบบนั้น   เจ้าคนเสีย   เจ้าจงไปเสีย   เจ้าจงฉิบหายเสีย  ”   
และภิกษุใดรู้อยู่   เกลี้ยกล่อมสามเณรผู้ให้ถูกฉิบหายเสียแล้วอย่างนั้น 
ให้อุปัฏฐาก   หรือ   กินร่วม   หรือ  สำเร็จการนอนร่วมก็ตาม
   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

71.  ภิกษุใด   อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม   กล่าวอย่างนี้ว่า   
“   นี่ท่าน !  ข้าพเจ้าจะยังไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้   จนกว่าจะได้ถามภิกษุอื่นผู้ฉลาด   ผู้ทรงวินัย  ”
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป  
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อันภิกษุศึกษาอยู่   ควรรู้ถึง   ควรสอบถาม     ควรตริตรอง   
นี้เป็นความประพฤติถูกต้องในเรื่องนั้น

72.  ภิกษุใด   เมื่อมีใครท่องพระวินัยอยู่    กล่าวอย่างนี้ว่า   
“  ประโยชน์อะไรด้วยสิกขาบทเล็กน้อยเหล่านี้ที่กำลังท่องอยู่   ช่างเป็นไปเพื่อความรำคาญ   
เพื่อความลำบาก   เพื่อความยุ่งยิ่งนี่กระไร   ”   เพราะติเตียนสิกขาบท
 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

73.  ภิกษุใด   เมื่อพระวินัยกำลังประกาศอยู่ทุกๆครึ่งเดือน   กล่าวอย่างนี้ว่า   
“   ข้าพเจ้าพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า   แม้พระวินัยข้อนี้ก็มาแล้วในสูตร   นับเนื่องแล้วในสูตร   
ย่อมนำมาประกาศทุกๆครึ่งเดือน   ”   ถ้าภิกษุทั้งหลายรู้จักภิกษุนั้นว่า   
ภิกษุนี้เคยนั่งฟังการประกาศพระวินัย 2 – 3 คราวมาแล้ว   กล่าวอะไรอีก     
ความพ้นโทษด้วยอาการแกล้งไม่รู้   ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้   พึงปรับเธอตามการละเมิดที่ละเมิดในเรื่องนั้นๆ   
และพึงยกความหลงขึ้นแก่เธอเพิ่มอีกว่า   “   นี่ท่าน! ไม่ใช่ลาภของท่าน   ท่านได้ไม่ดีแล้ว   
เพราะเมื่อพระวินัยกำลังประกาศอยู่   ท่านไม่ไส่ใจให้เกิดประโยชน์   ”   เพราะเสแสร้งทำหลง 

เป็นการทำความดีให้ตกไป

74.  ภิกษุใด   โกรธ   ขัดใจ   ทำร้ายตบตีภิกษุ   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

75.  ภิกษุใด   โกรธ   ขัดใจ   เงื้อฝ่ามือขึ้นจะตบตีภิกษุ  
เป็นการทำความดีให้ตกไป

76.  ภิกษุใด   ตามกำจัดภิกษุอื่นด้วยการละเมิดที่หมู่ภิกษุจำต้องลงโทษ   อันหาเหตุไม่ได้   
  เป็นการทำความดีให้ตกไป

77.  ภิกษุใด   แกล้งก่อความรำคาญให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุ   ด้วยหมายว่า       
“  ด้วยเช่นนี้   ความไม่ผาสุกจะมีแก่เธอแม้ครู่หนึ่ง   ”   ทำความหมายเพียงเท่านี้ให้เป็นเหตุ   ไม่ใช่อย่างอื่น 
เป็นการทำความดีให้ตกไป

78.  ภิกษุใด   เมื่อภิกษุทั้งหลายเกิดหมางกัน   เกิดทะเลาะกัน   ถึงการวิวาทกัน   
ยืนแอบฟังด้วยหมายว่า   “  เราจะได้ยินคำที่เธอพูดกัน  ”   ทำความหมายเพียงเท่านี้ให้เป็นเหตุ   ไม่ใช่อย่างอื่น
เป็นการทำความดีให้ตกไป

79.  ภิกษุใด   ให้ความยินยอมเพื่อการกระทำอันถูกต้อง   แล้วบ่นว่าในภายหลัง     
เป็นการทำความดีให้ตกไป

80.  ภิกษุใด   เมื่อมีเรื่องจะวินิจฉัยในหมู่ภิกษุ   ไม่ให้ความยินยอม   ลุกจากที่นั่งไปเสีย     
เป็นการทำความดีให้ตกไป

81.  ภิกษุใด   พร้อมใจด้วยหมู่ภิกษุผู้พร้อมเพรียง   ให้ผ้าแก่ภิกษุแล้ว    ภายหลังบ่นว่า     
“  ภิกษุทั้งหลายน้อมลาภของหมู่ภิกษุไปตามชอบใจ   ”
เป็นการทำความดีให้ตกไป

82.  ภิกษุใด   รู้อยู่   ว่าลาภที่เขาน้อมไปจะถวายหมู่ภิกษุ   แต่น้อมมาเพื่อบุคคล   เป็นการทำความดีให้ตกไป

83.  ภิกษุใด   ไม่ได้รับบอกก่อน   ก้าวข้ามขอบประตู   เข้าไปในห้องของพระราชา
ที่ได้รับราชาภิเษกแล้ว   ที่พระราชาและพระมเหสียังไม่เสด็จออก
   
เป็นการทำความดีให้ตกไป

84.  ภิกษุใด   เก็บเอา  หรือ  ให้เก็บเอาก็ตาม   ซึ่งแก้วอันมีค่า 
หรือ  ของที่สมมติว่าเป็นเหมือนแก้วก็ตาม   เว้นไว้แต่ในวัดที่อยู่หรือในที่อยู่พัก
   
เป็นการทำความดีให้ตกไป   
และภิกษุใด  เก็บไว้  หรือ  ให้เก็บไว้ก็ตาม  ซึ่งแก้วอันมีค่า 
หรือ  ของที่สมมติว่าเป็นเหมือนแก้วก็ตาม   ในวัดที่อยู่หรือในที่อยู่พักแล้วควรเก็บไว้   
ด้วยหมายว่า “  ของผู้ใด  ผู้นั้นจะได้เอาไป   ”   นี้เป็นความประพฤติถูกต้องในเรื่องนั้น


85.  ภิกษุใด   ไม่บอกลาภิกษุผู้อยู่ด้วยกัน   เข้าไปสู่บ้านผิดเวลา   เว้นไว้แต่มีเรื่องจำเป็น    
เป็นการทำความดีให้ตกไป

86.  ภิกษุใด   ให้ทำกล่องเข็ม   ด้วยกระดูก  หรือ  งา  หรือ  ด้วยเขาก็ตาม   
พึงทุบเสียเพราะ 
    เป็นการทำความดีให้ตกไป

87.  ภิกษุใด   ให้ทำเตียง หรือ  ตั่งใหม่ก็ตาม   พึงทำให้มีเท้าเพียง   8   นิ้ว   
ด้วยนิ้วพระสุคต   เว้นไว้แต่แม่แคร่เบื้องต่ำ   เธอทำให้ล่วงประมาณนั้นไป   
พึงตัดออกเพราะ
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

88.  ภิกษุใด ให้ทำเตียง  หรือ  ตั่งก็ตาม  หุ้มด้วยนุ่น
พึงรื้อออกเพราะ
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

89.  ภิกษุใด   ให้ทำผ้าสำหรับนั่ง   พึงทำให้ได้ประมาณ   นี้เป็นประมาณในคำนั้น   
โดยยาว   2   คืบ   โดยกว้าง  1   คืบครึ่ง   ชายคืบหนึ่ง   ด้วยคืบพระสุคต   เธอทำให้ล่วงประมาณนั้นไป   
พึงตัดออกเพราะ   
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

90.  ภิกษุใด   ให้ทำผ้าปิดฝี   พึงทำให้ได้ประมาณ   นี้เป็นประมาณในคำนั้น   
โดยยาว   4   คืบ   โดยกว้าง   2   คืบ   ด้วยคืบพระสุคต   เธอทำให้ล่วงประมาณนั้นไป   
พึงตัดออกเพราะ
   เป็นการทำความดีให้ตกไป

91.  ภิกษุใด   ให้ทำผ้าอาบน้ำฝน   พึงทำให้ได้ประมาณ  นี้เป็นประมาณในคำนั้น 
โดยยาว  6  คืบ   โดยกว้าง   2   คืบครึ่ง   ด้วยคืบพระสุคต   เธอทำให้ล่วงประมาณนั้นไป   
พึงตัดออกเพราะ
    เป็นการทำความดีให้ตกไป

92.  ภิกษุใด   ให้ทำจีวร   มีประมาณเท่าจีวรของพระพุทธองค์   หรือยิ่งกว่า   
นี้เป็นประมาณแห่งจีวรของพระพุทธองค์ในคำนั้น   โดยยาว   9   คืบ   โดยกว้าง   6   คืบ   
ด้วยคืบพระสุคต    พึงตัดออกเพราะ
   เป็นการทำความดีให้ตกไป
       
ท่านทั้งหลาย   การละเมิดที่ทำความดีให้ตกไป   92   ข้อเหล่านี้   ข้าพเจ้าประกาศไปแล้ว

ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในข้อเหล่านั้น             ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สอง                                 ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สาม                                 ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?

ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในข้อเหล่านั้น   เหตุนั้นจึงนิ่ง
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้
ี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 10 เมษายน , 2011 เวลา 14:54:08 PM โดย พระวัดสามแยก » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694




ท่านทั้งหลาย   เรื่องน่าตำหนิติเตียนที่เกิดขึ้นจำต้องแจ้งให้กันทราบ    4    ข้อ   คือ

1.   ภิกษุใด   รับของเคี้ยว  หรือ  ของฉันก็ตาม   จากมือของภิกษุหญิงผู้ไม่ใช่ญาติ   
ผู้เข้าไปแล้วอยู่ในละแวกบ้าน  ด้วยมือของตน   แล้วเคี้ยว  หรือ  ฉันก็ตาม   อันภิกษุนั้นพึงพูดอย่างนี้ว่า           

“ นี่ท่าน!  ผมทำเรื่องน่าตำหนิ   ไม่เป็นที่สบายควรแจ้งให้ผู้อื่นทราบ   ผมขอแจ้งให้ท่านทราบ   ”

2.   ภิกษุทั้งหลาย   รับนิมนต์ฉันอยู่ในบ้าน   ถ้าภิกษุหญิงมายืนสั่งเสียอยู่ในที่นั้นว่า   
“   จงถวายแกงในองค์นี้   จงถวายข้าวในองค์นี้   ”   ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น   พึงรุกรานภิกษุหญิงนั้นว่า   
“   น้องหญิง   เธอจงหลีกไปเสียตลอดเวลาที่ภิกษุทั้งหลายฉันอยู่   ”   
ถ้าภิกษุแม้รูปหนึ่ง   ไม่กล่าวออกไป   เพื่อจะรุกรานภิกษุหญิงนั้นว่า   
“   น้องหญิง   เธอจงหลีกไปเสียตลอดเวลาที่ภิกษุทั้งหลายฉันอยู่   ”  อันภิกษุเหล่านั้นพึงพูดอย่างนี้ว่า   

“ นี่ท่าน!   พวกผมทำเรื่องน่าตำหนิ  ไม่เป็นที่สบาย   ควรแจ้งให้ผู้อื่นทราบ   พวกผมขอแจ้งให้ท่านทราบ  ”

3.   ภิกษุใด   ไม่ได้รับนิมนต์ก่อน   ไม่ไช่ผู้ป่วย   รับของเคี้ยว  หรือ  ของฉันก็ตาม   
ในสกุลที่หมู่ภิกษุสมมติว่าเป็นผู้เข้ามาศึกษาแล้ว   ด้วยมือของตน   แล้วเคี้ยว  หรือ  ฉันก็ตาม           
อันภิกษุนั้นพึงพูดอย่างนี้ว่า       

“ นี่ท่าน!  ผมทำเรื่องน่าตำหนิ   ไม่เป็นที่สบาย   ควรแจ้งให้ผู้อื่นทราบ   ผมขอแจ้งให้ท่านทราบ  ”

4.   ภิกษุใด   อยู่ในที่อยู่ในป่า   ที่รู้กันว่าเป็นที่มีอันตราย   มีภัยเฉพาะหน้า   รับของเคี้ยว 
หรือ   ของฉันก็ตาม   อันเขาไม่ได้บอกให้รู้ไว้ก่อน   ในวัดที่อยู่    ด้วยมือของตน   ไม่ใช่ผู้ป่วย   
แล้วเคี้ยว  หรือ   ฉันก็ตาม   อันภิกษุนั้นพึงพูดอย่างนี้ว่า 

“ นี่ท่าน!  ผมทำเรื่องน่าตำหนิ   ไม่เป็นที่สบาย   ควรแจ้งให้ผู้อื่นทราบ   ผมขอแจ้งให้ท่านทราบ  ”

ท่านทั้งหลาย  เรื่องน่าตำหนิติเตียนที่เกิดขึ้นจำต้องแจ้งให้กันทราบ  4  ข้อเหล่านี้   ข้าพเจ้าประกาศไปแล้ว

ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในข้อเหล่านั้น                   ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สอง                                     ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่สาม                                     ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?

ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในข้อเหล่านั้น   เหตุนั้นจึงนิ่ง
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้
ี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 24 ตุลาคม , 2007 เวลา 19:48:56 PM โดย พระวัดสามแยก » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694




ท่านทั้งหลาย   ธรรมเนียมเกี่ยวกับมารยาทที่ภิกษุพึงใส่ใจปฏิบัติ   คือ

     
      1.   พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะนุ่งเป็นปริมณฑล
      2.   พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะห่มเป็นปริมณฑล
      3.   พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะปกปิดกายด้วยดี   ไปในละแวกบ้าน                       
      4.   พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะปกปิดกายด้วยดี   นั่งในละแวกบ้าน                       
      5.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะสำรวมดี   ไปในละแวกบ้าน
      6.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะสำรวมดี   นั่งในละแวกบ้าน
      7.   พึงทำการใส่ใจว่า           เราจะมีตาทอดลงต่ำ   ไปในละแวกบ้าน
      8.   พึงทำการใส่ใจว่า           เราจะมีตาทอดลงต่ำ   นั่งในละแวกบ้าน
      9.   พึงทำการใส่ใจว่า           เราจะไม่เวิกผ้า   ไปในละแวกบ้าน
      10.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่เวิกผ้า   นั่งในละแวกบ้าน
      11.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่หัวเราะลั่น   ไปในละแวกบ้าน
      12.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่หัวเราะลั่น   นั่งในละแวกบ้าน
      13.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะมีเสียงเบา   ไปในละแวกบ้าน
      14.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะมีเสียงเบา   นั่งในละแวกบ้าน
      15.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่โยกกาย   ไปในละแวกบ้าน
      16.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่โยกกาย   นั่งในละแวกบ้าน
      17.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่ไกวแขน   ไปในละแวกบ้าน
      18.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่ไกวแขน   นั่งในละแวกบ้าน
      19.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่โคลงศีรษะ   ไปในละแวกบ้าน
      20.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่โคลงศีรษะ   นั่งในละแวกบ้าน
      21.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่ค้ำกาย     ไปในละแวกบ้าน
      22.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่ค้ำกาย     นั่งในละแวกบ้าน
      23.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่คลุมศีรษะ   ไปในละแวกบ้าน
      24.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่คลุมศีรษะ   นั่งในละแวกบ้าน
      25.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่เดินกระโหย่งเท้า     ไปในละแวกบ้าน   
      26.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่นั่งรัดเข่า     ในละแวกบ้าน

                       
ธรรมเนียมความประพฤติเหมาะสม     26     ข้อ   จบเพียงเท่านี้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันที่ 13 เมษายน , 2009 เวลา 21:19:11 PM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ » บันทึกการเข้า
พระวัดสามแยก
พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ (ครูบาหม่าว)
พระ
.....
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2694



     
     1.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะรับบิณฑบาตโดยเอื้อเฟื้อ
     2.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะจ้องดูอยู่ในบาตร   รับบิณฑบาต 
     3.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะรับบิณฑบาต   มีแกงพอสมควรกับข้าวสุก
     4.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะรับบิณฑบาตเสมอขอบ
     5.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะฉันบิณฑบาตโดยเอื้อเฟื้อ
     6.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะจ้องดูอยู่ในบาตรฉันบิณฑบาต
     7.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะฉันบิณฑบาตไม่แหว่ง
     8.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะฉันบิณฑบาต   มีแกงพอสมควรกับข้าวสุก
     9.   พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่ขยุ้มลงแต่ยอด   ฉันบิณฑบาต
    10.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่กลบแกง  หรือ  กับข้าวก็ตาม   ด้วยข้าวสุก   
          เพราะความอยากได้มาก
    11.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราไม่ป่วย   จะไม่ขอแกง  หรือ  ข้าวสุกก็ตาม   เพื่อประโยชน์แก่ตนฉัน
    12.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่เพ่งโพนทะนา   แลดูบาตรผู้อื่น
    13.  พึงทำการใส่ใจว่า          เราจะไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก
    14.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะทำคำข้าวให้กลม
    15.  พึงทำการใส่ใจว่า         เมื่อคำข้าวยังไม่มาถึง   เราจะไม่อ้าปากรอ
    16.  พึงทำการใส่ใจว่า         เมื่อฉันอยู่เราจะไม่สอดนิ้วมือทั้งหมดเข้าในปาก
    17.  พึงทำการใส่ใจว่า         ปากยังมีคำข้าวเราจะไม่พูด
    18.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันโยนเดาะคำข้าว
    19.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันกัดคำข้าว
    20.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
    21.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันสลัดมือ
    22.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันทำเมล็ดข้าวให้ตก
    23.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันแลบลิ้น
    24.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันทำเสียงดังจั๊บๆ
    25.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันทำเสียงดังซู๊ดๆ
    26.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันเลียมือ
    27.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันขอดบาตร
    28.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่ฉันเลียริมฝีปาก
    29.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่จับภาชนะน้ำด้วยมือเปื้อนอาหาร
    30.  พึงทำการใส่ใจว่า         เราจะไม่เทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวในละแวกบ้าน
         

ธรรมเนียมการรับและฉันอาหาร   30   ข้อจบเพียงเท่านี้
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: